TON GEOE 27
วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เมื่อ เยลโลว์สโตน สำแดงเดส
คำว่ามหาภูเขาไฟยังไม่มีคำจำกัดความที่ เห็นพ้องต้องกันในแวดวงวิชาการ แต่สารคดีของสถานีโทรทัศน์บีบีซี ทำให้คำคำนี้เป็นที่รู้จักในปี 2000 นักวิทยาศาสตร์บางคนระบุว่าหมายถึงระเบิดที่มีขนาดและความรุนแรงเป็นพิเศษ เช่น กรมสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐฯ หรือยูเอสจีเอส ใช้อธิบายการปะทุระเบิดที่ปล่อยหินพัมมิซและเถ้าภูเขาไฟมากกว่า 1,000 ลูกบาศก์กิโลเมตรในคราวเดียว หรือรุนแรงกว่าการ ระเบิดอันน่าพรั่นพรึงของภูเขาไฟกรากะตัวที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 36,000 คนเมื่อปี 1883 กว่าห้าสิบเท่า ภูเขาไฟสร้างเทือกเขาขึ้น ขณะที่มหาภูเขาไฟทำลายมันลง ภูเขาไฟทำให้พืชพรรณและ ส่ำสัตว์ในรัศมีหลายกิโลเมตรรอบๆล้มตาย แต่มหาภูเขา ไฟอาจทำให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ด้วยการเปลี่ยนภูมิอากาศทั่วโลก
ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเท่าที่มีการ บันทึกไว้ ยังไม่ปรากฏว่ามหาภูเขาไฟเคยระเบิดขึ้น แต่นักธรณีวิทยาได้รวบรวมข้อมูลจนสามารถปะติดปะต่อภาพการระเบิดและผลกระทบ ที่เกิดขึ้น เริ่มแรกลำความร้อนจะพวยพุ่งขึ้นมาจากห้วงลึกใต้โลก ทำให้หินตื้นๆใต้เปลือกโลกหลอมละลาย เกิดเป็นคูหาขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมของแมกมา หินกึ่งแข็ง และไอน้ำ ตลอดจนคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นๆ ภายใต้แรงอัดมหาศาล ขณะที่แมกมาส่วนเกินสะสมตัวอยู่ในคูหานานหลายพันปี พื้นดินเบื้องบนจะค่อยๆยกตัวขึ้นเป็นทรงโดมทีละไม่กี่เซนติเมตร รอยแตกเริ่มปรากฏตามขอบโดม เมื่อแรงอัดในคูหาแมกมาเล็ดลอดออกมาจากรอยแตก ก๊าซที่สลายตัวจะระเบิดขึ้นโดยฉับพลันจากปฏิกิริยาการสร้างความร้อนแบบกู่ ไม่กลับครั้งใหญ่ บ๊อบ คริสเตียนเซน นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกงานวิจัยภูเขาไฟเยลโลว์สโตนในทศวรรษ 1960 เปรียบเปรยว่า “ก็เหมือนการเปิดฝาน้ำอัดลมหลังเขย่าขวดนั่นละครับ” เมื่อคูหาแมกมาว่างเปล่า พื้นผิวที่นูนขึ้นก็ยุบตัวลง ภูมิภาคที่เป็นโดมทั้งหมดยุบล่มจมหาย ราวกับโลกกลืนกินตัวเอง เหลือไว้เพียงแคลดีรา (caldera – แอ่งยุบปากปล่องภูเขาไฟ) ซึ่งมีขนาดใหญ่ยักษ์กว่าปล่องหรือเครเตอร์ธรรมดา
การ ระเบิดของมหาภูเขาไฟแต่ละครั้งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก กลุ่มก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นไปถึงบรรยากาศสแตรโทสเฟียร์จะผสมกับไอน้ำ เกิดเป็นหมอกปนควันจากละอองลอยของซัลเฟต บดบังแสงอาทิตย์ให้สลัวลงจนไม่สามารถส่องลงมายังพื้นโลกได้เต็มที่ ส่งผลให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจถึงขั้นทำให้โลกเข้าสู่ยุคแห่ง “ฤดูหนาวจากภูเขาไฟระเบิด” (volcanic winter) ซึ่งกิน เวลายาวนานหลายปี ฤดูหนาวเช่นนี้จะทำให้ประชากรทั้งหมดในโลกลดลงเหลือเพียงไม่กี่พันคน หรือแทบจะพูดได้ว่าเป็นการกวาดล้างมนุษยชาติเลยทีเดียว
อุทยาน แห่งชาติเยลโลว์สโตนเต็มไปด้วยกีย์เซอร์ พุก๊าซ เนินพุโคลน และกิจกรรมจากความร้อนใต้พิภพอื่นๆ เนื่องจากอุทยานนี้ตั้งอยู่ในจุดร้อน (hot spot) ซึ่ง เป็นพื้นที่ที่แผ่นเปลือกโลกมีความร้อนกว่าบริเวณโดยรอบ และมีความหนืดกว่าเล็กน้อย ความร้อนดังกล่าวทำให้เกิดกิจกรรมของภูเขาไฟในฮาวาย และกิจกรรมของพุน้ำร้อนและกีย์เซอร์ เช่น ที่พบ ในไอซ์แลนด์และเยลโลว์สโตน กีย์เซอร์ครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ที่เยลโลว์สโตน ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากความร้อนใต้พิภพเปลี่ยนแปลงอยู่เนืองๆทั้ง อุณหภูมิและพฤติกรรม เช่น กีย์เซอร์แห่งใหม่ๆที่ผุดขึ้นกลางป่าส่งไอน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศจนเครื่อง บินที่บินผ่านสังเกตเห็นได้
การ ระเบิดครั้งมโหฬารสามครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในเขตอุทยานเยลโลว์สโตน โดยครั้งล่าสุดซึ่งเกิดเมื่อ 640,000 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า พวยเถ้าจากการระเบิดของเยลโลว์สโตนพุ่งสูงราว 3 กิโลเมตร ทำให้เกิดเถ้าสะสมเป็นชั้นหนาตลอดแนวตะวันตกของสหรัฐฯ ยาวไปถึงอ่าวเม็กซิโก พวยหินตะกอนภูเขาไฟ (pyroclastic flow) ซึ่งเป็นส่วนผสมอันตรายของเถ้าถ่าน เศษหิน และก๊าซร้อนจากภูเขาไฟที่พ่นออกมาเป็นหมอกหนาทึบและร้อนจัดถึง 800 องศาเซลเซียส ม้วนตัวไปทั่วพื้นที่ในรูปของเมฆสีเทาสูงลิบลิ่ว เถ้าถ่านที่ร้อนจัดและหนักอึ้งแผ่ปกคลุมไปทั่วหุบเขาหนา นับร้อยเมตร ราวกับยางมะตอยที่ปูรดบนพื้นดินที่ เคยเขียวชอุ่ม ทว่านี่ไม่ใช่การระเบิดครั้งรุนแรงที่สุดของเยลโลว์สโตน การระเบิดเมื่อ 2.1 ล้านปีก่อนรุนแรงกว่านี้มากกว่าสองเท่า ทำให้เกิดแอ่งขนาดใหญ่เท่ารัฐโรดไอแลนด์ซึ่งมีพื้นที่ราว 4,000 ตารางกิโลเมตร และระหว่างการระเบิดทั้งสองครั้งหรือเมื่อ 130 ล้านปีก่อน ยังเกิดการระเบิดที่แม้จะไม่รุนแรงนัก แต่ก็สร้างความเสียหายอีกครั้งหนึ่งด้วย
อย่างไร ก็ตาม เราคงไม่สามารถมองเห็นร่องรอยความเสียหายจากการระเบิดทั้งหมดได้ด้วยตาเปล่า เว้นแต่จะมีสายตาเฉียบคมอย่างนักธรณีวิทยา เพราะจะเห็นเพียงแคลดีราอันว่างเปล่าที่หลงเหลืออยู่จากการระเบิด จนอาจคิดได้ว่าภูเขาไฟใต้เยลโลว์สโตนนั้นดับไปนานแล้ว หรือไม่ก็อยู่ในช่วงที่ใกล้ตายเต็มที ทว่าหลังจากนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสำรวจเยลโลว์สโตนในช่วงปลายทศวรรษ 1950 และอีกครั้งในปี 1965 พวกเขาก็พบแหล่งหินเถ้าภูเขาไฟหลายแห่ง การหาอายุ โดยวิธีโพแทสเซียม-อาร์กอน (potassium-argon dating) ทำ ให้นักวิทยาศาสตร์กำหนดได้ว่าหินเถ้าภูเขาไฟทั้งสามแห่ง เกิด จากการระเบิดต่างกรรมต่างวาระ แต่ละครั้งก่อให้เกิดแคลดีราขนาดใหญ่ โดยการระเบิดครั้งล่าสุดกลบฝังร่องรอยการระเบิดสองครั้งแรกไปเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาในปี 1973 นักวิทยาศาสตร์ โรเบิร์ต สมิท สังเกตเห็นว่าต้นไม้บางต้นที่อยู่ ริมตลิ่งเริ่ม จมน้ำและกำลังจะตาย อีกทั้งท่าเทียบเรือที่พวกเขาเคยใช้เมื่อปี 1956 ก็กลับจมน้ำเช่นกัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ด้วยความสงสัย สมิทจึงออกสำรวจหมุดวัดระดับความสูงที่เจ้าหน้าที่อุทยานปักไว้ตามถนนสาย ต่างๆในเขตอุทยานตั้งแต่ปี 1923 เป็นต้นมา การสำรวจเผยว่าหุบเขาเฮย์เดนซึ่งตั้งอยู่บนแคลดีราทางเหนือของทะเลสาบ ยกตัวขึ้นราว 75 เซนติเมตรในช่วงเวลาหลายสิบปีระหว่างนั้น แต่ที่ปลายด้านต่ำสุดของทะเลสาบกลับไม่ขยับขึ้นเลย เมื่อปลายด้านเหนือของทะเลสาบยกตัวขึ้น น้ำจึงไหลลงมาสู่ปลายทางใต้ พื้นดินกำลังยกตัวขึ้น ภูเขาไฟแห่งนี้ยังทรงพลัง
การ ศึกษาลักษณะของคลื่นเสียงที่เกิดจากแผ่นดินไหวสะท้อนผ่านหินใต้พื้นผิวที่มี ความหนาแน่นต่างกันทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า คูหาแมกมาได้ความร้อนจากลำหินร้อนขนาดยักษ์ที่ลอยขึ้นมาจากเนื้อโลกชั้นบน และเอียงกลับลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 60 องศา ฐานของมันอาจอยู่ลึกลงไป 650 กิโลเมตรใต้พื้นโลก เมื่อลำร้อนส่งความร้อนเข้าสู่คูหามากขึ้นเรื่อยๆ พื้นดินจะยกตัวขึ้น แผ่นดินไหวขนาดเล็กๆทำให้ของเหลวที่เกิดจากความร้อนใต้พิภพเล็ดลอดขึ้นมาสู่ พื้นผิว ทำให้แรงดันในคูหาลดลง พื้นดินจึงยุบตัวลง อีกครั้ง หลังช่วงปี 1985 ที่เกิดแผ่นดินไหวชุก เยลโลว์สโตน ทรุดลง 20 เซนติเมตรภายในช่วงเวลาราวสิบปี จากนั้นจึงยกตัว ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เร็วขึ้น นับตั้งแต่ปี 2004 แคลดีราบางส่วนยกตัวในอัตราเกือบแปดเซนติเมตรต่อปี ซึ่งเร็วกว่าการยกตัวนับตั้งแต่เริ่มมีการศึกษาอย่างใกล้ชิดในทศวรรษ 1970 ค่อนข้างมาก ผิวโลกยังคงยกตัวขึ้นทั้งๆที่เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวชุกนาน 11 วัน ที่เริ่มเมื่อปลายปี 2008 จนทำให้ข่าวลือเรื่องวันสิ้นโลกแพร่สะพัดไปทั่วอินเทอร์เน็ต
สมิทบอก ว่า “เราเรียกมันว่าแคลดีรายามไม่สงบครับ ผลกระทบสุดท้ายที่เกิดจากวัฏจักรการยกตัวและทรุดตัวหลายครั้งจะทำให้เกิดแมก มาปริมาณมากพอที่จะทำให้ภูเขาไฟระเบิดได้ในที่สุด ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าวัฏจักรเหล่านั้นกินเวลานานเท่าใด”
ดังนั้น คำถามข้อใหญ่ก็คือ มหาภูเขาไฟแห่งเยลโลว์สโตนจะระเบิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ การระเบิดบางลักษณะ ซึ่งอาจไม่หนักหนาสาหัสหรือพอๆกับการระเบิดของภูเขาไฟปีนาตูโบในฟิลิปปินส์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 800 คนเมื่อปี 1991 ดูจะมีความเป็นไปได้สูง ณ จุดใดจุดหนึ่ง แต่โอกาสที่จะเกิดการระเบิดขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดแคลดีราเต็มรูปแบบ และอาจเป็นหายนะจากมหาภูเขาไฟที่คร่าชีวิตผู้คนหลายพันและทำให้โลกเข้าสู่ ฤดูหนาวจากภูเขาไฟระเบิดนั้น เป็นสิ่งที่สุดจะ คาด เดา มันอาจเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา หรือนับจากนี้ไปอีก 100,000 ปีหรือมากกว่า หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้
อ่านเรื่องราวทั้งหมดอย่างจุใจได้ จาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย
วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ลูกหลาน แห่ง แมนเดลา


“งาน ขนมปัง น้ำ และเกลือ สำหรับทุกคน”
คือสุนทรพจน์ในพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 1994 ของเนลสัน แมนเดลา ที่กล่าวถึงสิ่งจำเป็น พื้นฐานของชีวิตที่ขาดแคลนอย่างกว้างขวางในยุคเหยียดผิว (Apartheid Era) ในตอนนั้น คน ผิวดำซึ่งปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 79 ของประชากร 49 ล้านคนของแอฟริกาใต้ถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง คน ผิวดำส่วนใหญ่ถูกจัดให้อยู่ในดินแดนที่กำหนดให้เป็นเขตพักอาศัยของคนผิวดำ (homeland) ขณะที่คนผิวดำอีกหลายล้านคนที่อาศัย อยู่ในเขตเมืองคนผิวดำนอกดินแดนที่กำหนดไว้ และเป็น แรงงานสำคัญในภาคเศรษฐกิจ ต้องพกพาหนังสือผ่านทางติดตัว การ เลือกตั้งทั่วไปในระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกของแอฟริกาใต้ ซึ่งทำให้เนลสัน แมนเดลา ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี นำไปสู่การยกเลิกดินแดนที่กำหนดไว้เหล่านั้น และจัดตั้งแคว้นทั้งเก้าขึ้น อันได้แก่ เกาเต็ง ควาซูลู-นาตาล อีสเทิร์นเคป ลิมโปโป เวสเทิร์นเคป อึมพูมาลังกา นอร์ทเวสต์ ฟรีสเตต และนอร์เทิร์นเคป เพื่อช่วยหล่อหลอมและประสานรอยร้าวของชาติพันธุ์ต่างๆ
ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีหลังการล่มสลายของระบอบเหยียดผิว แอฟริกาใต้มีประธานาธิบดีผิวดำมาแล้วสามคน ได้แก่ เนลสัน แมนเดลา, เทโบ เอ็มเบกี และเจค็อบ ซูมา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ประเทศนี้ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับมรดกแห่งความเกลียดชังและการกดขี่ทางเชื้อชาติ มาตลอด เช่น มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อ ความจริงและความสมานฉันท์หรือ ทีอาร์ซี (Truth and Reconciliation Commission: TRC) ซึ่งเป็นองค์กรคล้ายศาลที่ไม่เพียงทำหน้าที่รับฟังและไต่สวนคดีความและข้อ พิพาทต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากนโยบายเหยียดผิว แต่ ยังทำหน้าที่ให้คำแนะนำเพื่อการเยียวยาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอีกด้วย
ในระยะแรกๆ หลังการยกเลิกระบอบเหยียดผิว ชาวแอฟริกาใต้ต้องอกสั่นขวัญแขวนกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายครั้ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์และพวกหัวรุนแรงที่ต้อง การแก้แค้น หรือต่อต้านการล้มเลิกนโยบายเหยียดผิว แม้ ในทุกวันนี้ หากดูเผินๆ จะเห็นว่าแอฟริกาใต้พัฒนาไปมากในทางเศรษฐกิจ แต่ เพียงลอกผิวหน้าของชุมชนไม่ว่าที่ไหนออก เราจะพบเห็นเรื่องราวที่สะท้อนบาดแผลจากนโยบายเหยียดผิวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2008 มีคนถูกฆ่าตายกว่า 60 คน ขณะที่อีกหลายหมื่นคนต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ หลังเกิดการจลาจลเหยียดผิวขึ้นหลายครั้งโดยพุ่งเป้าไปยังชาวโมซัมบิกและชาว ซิมบับเวเป็นหลัก นโยบายเหยียดผิวทำให้ความไม่ไว้ วางใจใน “คนที่แตกต่างจากเรา” ฝังรากลึก และทัศนคติที่ว่าสิทธิในทรัพยากรของประเทศขึ้นอยู่กับสีผิวหรือชาติพันธุ์ ของคุณ มากกว่าสิ่งที่คุณทำให้แก่ประเทศชาติ ยังคงติดตามหลอกหลอนอยู่จนทุกวันนี้
ผลกระทบอันลึกล้ำกว้างไกล และความโหดร้ายของนโยบายเหยียดผิวไม่ใช่เรื่องที่พูดกันเกินเลยความจริง นับตั้งแต่ปี 1948 ถึง 1994 ซึ่งเป็นปีที่นโยบายเหยียดผิวถูกล้มเลิก พรรคชาตินิยมแอฟริคาน (Afrikaans National Party) นำ มาตรการแบ่งแยกชาติพันธุ์อย่างเข้มข้นมาบังคับใช้กับทุกแง่มุมชีวิตของ ประชาชน ทเชโป แมดลินโกซี อาจารย์อาวุโสด้านกฎหมายวัย 31 ปีจากมหาวิทยาลัยพริทอเรียและผู้ประสานงานด้านกฎหมายของกลุ่มสงเคราะห์คูลู มานี องค์กรช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายจากความรุนแรงทางการเมือง 58,000 คน กล่าวว่า “การเหยียดผิวทำให้คนจำนวนหยิบมือร่ำรวยมหาศาล ขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส นี่ยังไม่พูดถึงการจับกุมคุมขังผู้คนจำนวนมาก การเนรเทศ การ หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ และการเสียชีวิตอย่างโหดร้าย กระทั่งการล้มเลิกนโยบายนี้ไปเฉยๆไม่อาจเยียวยาความเสียหายได้เลย บางคนอาจพูดว่าทุกคนเสมอภาคกันหมดแล้วตอนนี้ ทำไมเราไม่ลืมเรื่องเก่าๆ แล้วเดินหน้ากันต่อเถิด ก็พูดได้สิสำหรับพวกที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยกับการคืนความเป็นธรรม และไม่สามารถล้มล้างทัศนคติเหยียดผิวที่ฝังรากลึก ความจงเกลียดจงชังที่ท่วมท้นล้นอก หรือความรู้สึกของความอัตคัตขาดแคลน”
ส่วนคุณหมอมาร์จอรี จ็อบสัน ผู้อำนวยการระดับชาติของกลุ่มสงเคราะห์คูลูมานี บอกว่า “พอถึงปี 1994 ทุกคนก็เหนื่อยหน่ายจนเอือมระอาแล้ว ฉันคิดว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการก็แค่อยากเห็นการยกเลิกนโยบายเหยียดผิว และให้รัฐบาลจัดการแก้ไขทุกอย่าง แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น ฉันคิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับชาวแอฟริกาแต่ละคนที่จะมีส่วนร่วมลงมือทำอะไร ในการชดใช้ความผิดหรือล้างบาปที่เราร่วมกันก่อขึ้น นี่แหละค่ะพลังของปัจเจกบุคคล เราแต่ละคนมีพลังอำนาจที่จะสืบทอดอดีตอันโหดร้ายรุนแรงต่อไป หรือจะใช้อำนาจนั้นในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข”
กฎหมายแอฟริกาใต้ให้การ รับรองการแบ่งแยกและความหวาดระแวงซึ่งกันและกันมาช้านาน บัดนี้ รัฐธรรมนูญของประเทศเชิดชูศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคของปวง ชน แต่อำนาจของรัฐธรรมนูญจะศักดิ์สิทธิ์ได้ก็เท่าที่ผู้คนเต็มใจจะปฏิบัติตาม คำพูดของเนลสัน แมนเดลาหลังจากที่คนหนุ่มสาวในเมืองโซเวโทลุกฮือขึ้นต่อต้านนโยบายเหยียดผิว ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 1976 ยังคงแว่วเตือนและตอกย้ำความจริงว่า “เราประสบความสำเร็จมากโขอยู่ แต่ยังมีอีกมากที่เราต้องทำต่อไป”
แต่แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึง การที่แอฟริกาใต้ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2010 ช่วยปลุกเร้าความรู้สึกมั่นใจของผู้คน ต่อจากนี้ประเทศของพวกเขาจะได้รับการจดจำในฐานะประเทศที่จัดการแข่งขัน ฟุตบอลให้คนทั้งโลกเฝ้าชม มากกว่าประเทศที่มีตราบาปเรื่องนโยบายเหยียดผิว โครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ของแอฟริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นสนามบินทันสมัยจนน่าอิจฉา หรือร้านอาหารนานาชาติ รูปลักษณ์ที่ปรากฏแก่สายตาชาวโลกเหล่านี้มีส่วนทำให้ หลาย คนเชื่อว่าประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ในโซเวโท ย่านเมืองของโจฮันเนสเบิร์ก ที่ มักตกเป็นข่าวอื้อฉาวเพราะเหตุรุนแรงในยุคเหยียดผิว บัดนี้กลายเป็นชานเมืองที่สวยงามน่าอยู่ (สลัมตามชายขอบยังพบเห็นอยู่บ้างก็จริง) แอฟริกาใต้มีชนชั้นกลางผิวดำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตั้งแต่ปี 1994 รัฐบาลได้สร้างบ้านพักอาศัยไปเกือบสามล้านหลังแล้ว เพียงแค่ข้ามถนนจากกาสิโนและสวนสนุกในโจฮันเนสเบิร์ก นักท่องเที่ยวก็สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์การเหยียดผิว (
อ่านเรื่องราวทั้งหมดอย่างจุใจได้ จาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 53
"Many Species One Planet One Future"